คุณอยู่ที่นี่ >> หน้าแรก >> Interests
รวมสูตรขับประหยัด

ฉุดไม่อยู่เสียแล้วสำหรับราคาน้ำมัน ช่วงนี้ทำได้ก็แค่ลุ้นกันว่ามันจะถึง 150 ดอลลาร์ หรือกว่านั้นหรือไม่ ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมราคาที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายโดยตรงได้ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ในแง่บริษัทรถยนต์ การนำเสนอเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าล้ำสมัย ช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้านต่างๆ แต่ขณะเดียวกันเทคโนโลยี ก็ต้องเข้าไปมีส่วนช่วยให้การขับขี่ประหยัด ขณะที่ในส่วนของผู้ใช้รถ การควบคุมตัวเองให้ขับขี่อย่างประหยัด ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ซึ่ง "กรุงเทพธุรกิจ บิซวีค ยานยนต์" รวบรวมเทคโนโลยี และวิธีการที่ไม่ยากเกินไปที่ปฏิบัติมาเล่าสู่กันฟัง

ยางลดแรงต้านการหมุน

ยางที่มีการลดแรงต้านการหมุน (ROLLING RESISTANCE) ซึ่งมีส่วน สำคัญทำให้ยางสามารถเคลื่อนหรือไหลไปได้ไกลกว่าบรรดายางปกติ ในยุคหลังยางจะให้ความสำคัญกับการต้านการหมุนเป็นเรื่องต้นๆ การสังเกตการต้านการหมุนก็ทำการทดสอบได้ด้วยตัวเองนั่นคือ การปล่อยให้รถเคลื่อนที่จากความเร็วคงที่ แล้วก็ปล่อยให้ไหลในขณะที่ไม่มีแรงกระทำจากเครื่องหรือเกียร์ ไปที่จนจุดหยุดนิ่ง โดยนำยางสองยี่ห้อ มาเทียบกันก็จะรู้แล้วว่าใครเป็นอย่างไร

เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

ระบบเกียร์ถือว่ามีส่วนช่วยให้การถ่ายทอดกำลังที่เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์ ลงไปสู่ล้อ ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ต่างพัฒนาระบบเกียร์ของตนเองให้มีเทคโนโลยีสูงมาก เช่น ระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ปัจจุบันมี ผู้ผลิตหลายรายใส่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะมาในรถ ช่วยให้สามารถลดเสียงรบกวนเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง และลดการสั่นสะเทือนได้อีกทางหนึ่ง ระบบนี้ก็กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานของรถในอนาคตแทนระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

เบรกและพวงมาลัยไฟฟ้า

ระบบเบรกและระบบพวงมาลัย ที่ไม่ใช้พลังงานของเครื่องยนต์ เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกต่อไปแต่จะใช้ระบบไฟฟ้า มีผลโดยตรงต่อการประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น เพราะว่าเครื่องยนต์ไม่ต้องมีภาระหนัก

จีพีเอส และอินโฟร์เทนเมนท์

อินโฟร์เทนเมนท์ (Infotainment) กำลังกลายเป็นจุดที่ผู้ผลิตรถชั้นนำให้ความสำคัญ ระบบอินโฟร์เทนเมนท์ คือการใช้เทคโนโลยี รวมข้อมูล ข่าวสารและบันเทิง เข้ามาตอบสนองความต้องการใช้ของเจ้าของรถยนต์ เทคโนโลยีเหล่านี้จะสอดรับกับพัฒนาการทางด้านการสื่อสารเช่นระบบบลูทูธ ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ GPS

ปัจจุบัน แม้ในเมืองไทยยังไม่เริ่ม แต่ที่เมืองนอกมีการใช้กันแล้ว เราสามารถ ใช้ระบบนำทางแบบเรียลไทม์ หรือดูว่าข้อมูลข่าวสารของตัวรถ การทำงานของตัวรถ โดยทุกระบบจะสัมพันธ์กัน รวมถึงการ เชื่อมโยงด้านความปลอดภัย การประสานงาน ทางธุรกิจต่างๆ สามารถทำผ่านโอเปอเรเตอร์ได้

สตาร์ทแอนด์สต็อป

สตาร์ทแอนด์สต็อป เป็นกลไกที่ช่วยให้เครื่องยนต์ติดและดับเครื่องเวลาที่รถไม่เคลื่อนที่เดิมนั้นใช้กันใน เครื่องยนต์ไฮบริด แต่จากการที่ฟังก์ชันนี้มีผลต่อ การประหยัดและช่วยลดมลพิษ จึงมีการพัฒนาระบบมาใช้สำหรับเครื่องยนต์เบนซินทั่วไป เมื่อจอดติดไฟแดง รถจะดับเครื่องเอง อัตโนมัติและจะติดอีกครั้งเมื่อถอนเท้าออกจากเบรกและกดคันเร่ง การรีสตาร์ทนี้ ไม่จำเป็นต้อง บิดกุญแจใดๆ ส่วนใครคิดว่า แล้วแอร์จะทำงานอย่างไร รถรุ่นใหม่ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน คอมเพรสเซอร์แอร์ ไม่พึ่งเครื่องยนต์อีกต่อไป

ระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือคนขับรถหลายอย่าง ได้มีการใช้งานกันแพร่หลาย แต่บางสิ่งก็เพิ่งคิดค้นได้เมื่อไม่นานมานี้ บางระบบก็ไม่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอะไรนัก แต่สามารถเติมเต็มให้กับชีวิตของคนในยุคข้าวยากหมากแพง ลองสำรวจดูว่า เราซื้อรถแล้วได้เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ มาบ้างหรือไม่ หรือว่าจะหาซื้อมันได้ที่ไหนบ้าง

ประหยัด... เริ่มที่ตัวเรา

- เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ อย่าเหยียบคันเร่งเด็ดขาด ถ้าไม่รู้จะเอาเท้าไปไว้ที่ไหน เอาไปเหยียบแป้นเบรก แป้นคลัตช์จะดีกว่า เพราะช่วยเพิ่มความปลอดภัย กรณีลืมใส่เกียร์ค้างไว้

- เพิ่มความเร็วอย่างช้าๆ อย่าพยายามเหยียบคันเร่ง เรียกรอบ เรียกความเร็วอย่างรุนแรง ค่อยๆ ให้กำลังเครื่องยนต์ทำงานของมันไปเรื่อยๆ

- อย่าแข่งกับไฟเขียว คล้ายๆ ข้อแรก แต่มันเป็นการออกตัว วิธีการนี้อาจจะถูกคันหลังค้อนเอาบ้าง ก็อย่าให้ช้าถึงขนาดคลานออกไป เอาแต่พอเหมาะ และก็ควรเลือกเลนที่คิดว่าจะไม่ขวางทางใคร

- ไฟเขียวไปแล้ว ทีนี้ไฟแดงบ้าง เมื่อเห็นสัญญาณไฟแดงแต่ไกล ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเหยียบคันเร่งต่อไป ยกเท้าออก แรงเฉื่อยยังเหลือพอนำพารถไปถึงจุดหมายได้

2 วิธีการเล่นกับไฟนี้ ทางฝรั่งเยอรมันเขาวิเคราะห์กันว่า ช่วยให้ประหยัดได้ 35% ไม่น้อยเลยทีเดียว

- อยู่ห่างคันหน้าในระยะที่เหมาะสม เพราะนอกจากช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุแล้วยังช่วยประหยัดได้อีก เพราะการขับจี้ติดท้าย หากคันหน้าเบรก เราจะต้องเบรกแรงกว่าเพราะเริ่มเบรกช้ากว่า และเมื่อคันหน้าเร่งเครื่อง เราก็จะต้องเร่งมากกว่า หากต้องการรักษาระยะเท่าเดิม นั่นทำให้เปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น

- ดับเมื่อจอด จะจอดทำธุระ หรือจอดเติมมันก็แล้วแต่ อย่าไปเชื่อใครที่ว่าการสตาร์ทรถจะสิ้นเปลืองมากกว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เหตุผลนั้นอาจจะเป็นจริงก็แค่ตอนเครื่องเย็น ซึ่งก็หมายถึงการสตาร์ทครั้งแรกเท่านั้น

จำไว้ว่าการปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานเฉยๆ ทุกๆ นาทีมันเผาผลาญน้ำมันพอๆ กับการขับรถไป 800 เมตร

- เลี่ยงเส้นทางสั้นๆ หาวิธีเดินทางด้วยวิธีอื่นดีกว่า เหตุผลก็มาจากข้อข้างบน นั่นคือการใช้งานรถระยะสั้นๆ เครื่องยนต์ยังไม่ทันร้อน เมื่อสตาร์ทใหม่ จะกินน้ำมันมากกว่าการใช้รถยาวๆ แล้วสตาร์ทใหม่ 2 เท่าตัว

- อย่าใช้ความเร็วมากเกินความจำเป็น รู้จักบริหารเวลาที่ดี จะได้ไม่ต้องเร่งรีบมาก แต่ก็ต้องเคารพผู้อื่นที่ใช้ความเร็วมากกว่า เราด้วยการหลบให้ทาง

- รักษาความเร็วให้คงที่ให้มากที่สุด ดูจะเป็นวิธีที่ยากที่สุด สำหรับการขับขี่ในประเทศไทย ที่คนไร้มารยาทในการใช้รถใช้ถนนขับขี่กันเกลื่อนถนน จะเร็วหรือช้า ขออยู่ในช่องทางที่ตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ช่องขวาสุด ทำให้รถที่ขับเร็วกว่า ไม่สามารถรักษาระดับความเร็วของตัวเองเอาไว้ได้ ต้องใช้เบรก จากนั้นเปลี่ยนเลน แล้วจึงเหยียบคันเร่งอีกครั้ง ซึ่งเป็นตัวการทำให้รถกินน้ำมันอย่างน่าเสียดาย ลองนับดูเล่นๆ ว่า วันหนึ่ง เราต้องขับรถแบบนี้กี่ครั้ง และคิดว่ารถทั้งกรุงเทพ หรือทั้งประเทศ ทำอย่างนี้ทั้งหมด เราเผาผลาญน้ำมันไปเท่าไร ทำไมจึงไม่มีใครคิดแก้ไขสักคน ต้องให้บอกกันกี่ครั้งว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ยังไม่นับรวมปัญหาที่ทำให้คนหงุดหงิด และจ้องจะเล่นงานกันอีกต่างหาก

- อย่าเบรก โดยไม่จำเป็น ทำยากอีกเช่นกัน เหตุผล ตามข้อข้างบน

- หมั่นตรวจดูแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ ทางที่ดีตรวจวัดสัปดาห์ละครั้ง (ในขณะที่ยางเย็น) ถ้างานรัดตัวจริงๆ จะเป็น 2 สัปดาห์ ก็พอไหว

- ถอดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นออกเสียบ้าง ข้อนี้เหมาะสำหรับนักซิ่ง หรือผู้ที่รักสวยรักงาม ลองกลับไปนั่งมองดีๆ อุปกรณ์บางตัว ก็ไม่ได้ช่วยให้รถดูดีขึ้น ไม่ได้ช่วยให้สมรรถนะรถเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด มีเพียงน้ำหนักเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สปอยเลอร์บางตัว มีแรงกด ทำให้เหมือนกับรถแบกน้ำหนักเพิ่มขึ้น เป็นการสูญเสียน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ เพราะความเร็วในระดับที่ไม่ใช่รถแข่ง เป็นการขับในชีวิตประจำวันปกติ ช่วงล่างธรรมดาๆ ของรถก็คงเพียงพอ

- เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากรถบ้าง รถไม่ใช่ตู้เก็บของให้หนักรถ และก็ไม่ใช่ตู้เซฟ ให้มิจฉาชีพมางัด มาทุบรถ

- ใครที่เปลี่ยนยางให้ใหญ่ขึ้น ไม่แนะนำดีกว่า ว่าให้กลับไปใช้ขนาดเดิม เพราะอาจจะมีคนเชื่อบ้าง แต่จะมีใครฟังหรือเปล่า นั่นเป็นปัญหาใหญ่

Copyright © 2007 iMoZox Co., Ltd. | Designed by: ^Little_AnGeL^